เมอร์ไลอ้อนแล้วกัน : การเดินทางภาคพื้นดินของคนขวางโลก Ch.2
บทที่ 2 ปีนังครั้งแรก
ขึ้นฝั่งปีนัง จุดหมายแรกนอกบ้าน
ตอนนี้เรือก็ได้พาผมมาขึ้นฝั่งที่เกาะปีนังเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จุดหมายแรกที่ผมต้องเดินทางไปคือ ที่พักสำหรับ backpacker ในช่วงที่ผมจะอยู่ที่นี่ ซึ่งได้ติดต่อจองห้องพักไว้แล้วตั้งแต่ก่อนออกมาจากกรุงเทพฯ
แต่ตอนนี้เราต้องเดินทางไปที่นั่นก่อน ไม่แน่ใจว่าจะต้องใช้เวลาเดินทางเท่าไหร่แต่ดูจาก google map แล้วก็น่าจะเหลือเฟือสำหรับการเดินเท้าในเมืองจอร์จทาวน์
บรรยากาศและสิ่งปลูกสร้างโดยรอบเป็นการผสมผสานหลากหลายวัฒนธรรมมาอยู่ที่นี่ได้อย่างลงตัวเลยทีเดียว ที่ผมแยกออกมาได้หลักๆก็จะเป็น 3 สไตล์ก็คือชาวมาเลย์ปกติ ชาวจีนโพ้นทะเล และวัฒนธรรมแบบอินเดียแท้ๆ ทุกอย่างมาอยู่รวมกันบนเกาะแห่งนี้ โดยนัดหมายหรือเปล่าก็ไม่รู้
อาคารส่วนใหญ่ที่เห็นได้ทั่วไประหว่างการเดินทาง จะเป็นตึกแถวที่มีลักษณะพิเศษของศิลปะในยุคนั้นๆที่อาคารได้ถูกสร้างขึ้น ที่เห็นได้ชัดเจนก็จะประกอบไปด้วยลักษณะแบบชิโนโปรตุกีส และแบบสไตล์จีนจ๋าๆ อากงอาม่า พร้อมอาคารเก่าที่เป็นแลนด์มาร์คแทรกอยู่ตามจุดต่างๆทั่วเมือง
สิ่งที่ประทับใจอีกอย่างสำหรับบ้านตึกแถวเหล่านี้ในขณะที่เราเดินผ่าน
บ้านตึกแถวที่สร้างติดกันจะมีคล้ายๆซุ้มประตูที่อยู่หน้าบ้านเพื่อใช้ให้คนเดินสัญจรผ่านทุกบ้านจะมีเอกลักษณ์สีสันการตกแต่งเป็นของตัวเองและซุ้มประตูขณะมองถ้าจะเป็นครึ่งวงกลมซ้อนกันไปเรื่อยๆซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นในตึกแถวบ้านเรา น่าสนใจดี
เรื่องความสะอาดไม่ต่างจากเมืองไทยเท่าไหร่นะอาจจะดีกว่านิดหน่อยเป็นบางจุด
อ้าว ถึงแล้วยังไม่ถึงเวลาเช็คอินเลย
จริงๆก็รู้ตัวอยู่ว่าเป็นคนเดินเร็วแล้วก็เป็นอย่างนี้ตลอด
ไม่เป็นไร ถึงแล้วก็หาที่นั่งรอแล้วกัน
บริเวณใกล้ๆผมได้ลองเดินดูรอบๆแล้วก็ลองไถ Google Map ดู เวลาเที่ยงๆบ่ายๆ อย่างนี้ไม่ค่อยมีอะไรเปิดเท่าไหร่นอกจากร้านชาใกล้ฉัน
โอเคไปก็ได้ อากาศร้อนๆไปกินชาร้อนๆกันเถอะ
ร้านที่เดินไปใกล้ๆได้ก็จะเป็นลักษณะตึกแถวแบบคลาสสิคอย่างที่ว่าไปเป็นร้านสำหรับดื่มชาน่าจะโดยเฉพาะเพราะดูแล้วไม่น่าจะมีขายอย่างอื่น
สิ่งแรกที่ผมได้ก้าวเข้ามาในร้านนี้พร้อมกระเป๋าแบ็คแพคใบใหญ่สื่อถึงเป็นนักท่องเที่ยวต่างเมืองได้เห็น ภายในร้านให้นึกภาพว่าเป็นบ้านครอบครัวคนจีนจ๋าๆสไตล์คลาสสิค ตกแต่งกำแพงไปด้วยความสำเร็จประจำตระกูลเกี่ยวกับการขายชาต่างๆมาอย่างโชกโชน และอักษรจีนตัวใหญ่ มีอาเจ็ก 1 คนอยู่หลังเคาน์เตอร์ ที่กำลังคุยกับแก๊งแขกชาวอินเดีย ที่ดูแล้วน่าจะเป็นลูกค้ากลุ่มประจำนั่งคุยกันอย่างคุ้นเคย จิบชาร้อนเพื่อดับร้อน
ลุงครับมีอะไรขายบ้าง
มีชาธรรมดา พิเศษอะไรสักอย่างจำไม่ได้แต่แพงกว่าแน่ๆ
เอาชาธรรมดาละกันครับ
พอสั่งเสร็จก็เดินมานั่งรอที่โต๊ะไม้กลม สไตล์ร้านโกปี๊ เหลือบไปเห็นตู้กระจกที่เป็นตู้โชว์ของในร้านที่ตั้งอยู่ข้างๆโต๊ะ ชั้นบนสุดเป็นพระพุทธรูปสไตล์พระโพธิสัตว์จีนรองลงมาเป็นอุปกรณ์ต่างๆกับตู้การ์ตูนที่เกี่ยวกับการชงชา ชั้นล่างสุดเป็นกันพลา mg 1/100 Gundam Ver.ka ที่ตอนนั้นรู้สึกว่าน้องผมเพิ่งจะต่อเสร็จไปหมาดๆยังจะมาเจอที่นี่อีก เป็นการ Display ภายในร้านที่เข้ากันจริงๆ
น่าจะเป็นของหลานบ้านนี้แหละฮ่าๆๆ
พอสักพักชาร้อน ร้อนจัด ก็ได้มาเสิร์ฟให้ดับร้อนกัน
ใน 1 ชุดประกอบด้วยชา 1 การสชาติจำได้ว่าใช้ได้ พร้อมกับดอกชาตราไก่
ตอนแรกผมก็สงสัยแหละว่าอากาศร้อนขนาดนี้แก๊งบัง หรือคนแถวนี้เขามานั่งกินชากันทำไม
แต่พอได้ลองกับตัวก็รู้สึกว่ามันก็เย็นลงจริงๆแหละ เออแปลกดีเหมือนกัน
ที่มาหาข้อมูลตอนหลังรู้สึกว่ามันจะหลอกร่างกายให้รีบทำตัวให้เย็นๆมั้ง เพราะมันเจอน้ำร้อนเข้าไปไง
พอได้นั่งพักสักระยะ ก็ได้ทำการติดต่อกับทางห้องพักเพื่อเช็คอินวันนี้
ผมก็เพิ่งรู้วัฒนธรรมการเข้าใช้ห้องพักของ backpacker ก็วันนี้แหละ
กฎการเข้าห้องพักหลังเที่ยงวัน
ลักษณะโฮสเทลจากภายนอก คือตึกทึบที่มีประตูเหล็กอยู่ 1 บาน จำได้ว่ามีหน้าต่างที่ไม่ได้เปิดพร้อมกับกล่องจดหมายแบบรหัสเลื่อนอยู่ประมาณ 4-5 ใบ ทางเจ้าของห้องพักจะบอกรหัสตู้ที่มีกุญแจสำหรับห้องเราไว้แล้วเราก็เอากุญแจไปใช้เพราะเช็คเอาท์ก็คืน
ง่ายแบบนี้เลยเหรอ ตั้งแต่เช็คอินจนเช็คเอาท์ไม่เจอคนสักคนเดียว โอเคครับเข้าไปพัก
ห้องพักที่นี่จะมี 2 ชั้น มีห้องน่าจะรวมกันไม่เกิน 6 ห้อง พร้อมห้องน้ำรวม
ตอนที่ผมเข้าไปพักรู้สึกได้ถึงสัญญาณชีพของห้องอื่นน่าจะประมาณอีก 1 ห้องรวมเป็น 2 คนในที่แห่งนี้ซึ่งจำนวนที่ผม check out ก็ไม่เคยเห็นเลย ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นคนเหมือนกันหรือเปล่าฮ่าๆๆ
แต่โดยรวมแล้วถือว่าพื้นที่ห้องพักและพื้นที่ส่วนรวมสะอาดใช้ได้ห้องพักก็ดูมีความปลอดภัยดี
ภายในห้องพักที่ผมได้จองไว้มีลักษณะโลโซสักหน่อยแต่ก็ดีเกินพอสำหรับคนอย่างผมที่จะมีเอาไว้แค่นอนผ่านไปตอนกลางคืนเท่านั้น ภายในประกอบไปด้วย เตียงเดี่ยวที่ค่อนข้างจะแอ่นกลางนิดนึงตามด้วยโต๊ะเก้าอี้ที่แขวนผ้าตามลำดับ
หลังจากจัดแจงเอาข้าวของทิ้งไว้ที่นี่เตรียมตัวสำหรับการเดินเที่ยว
ตารางในวันนี้สำหรับช่วงบ่ายก็จะไม่มีอะไรมากเป็นแค่การเดินเที่ยวไปรอบๆตัวเมืองเฉยๆ ซึ่งผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ควรทำเวลาเราไปเที่ยวสถานที่ใหม่ๆแทนที่เราจะไปดูตาม Landmark สำคัญที่มีแต่คนและจริงๆก็ไม่ได้สำคัญขนาดนั้นสำหรับประสบการณ์ของนักเดินทาง
ดังนั้นสิ่งที่ผมจะทำก็คือ เดินไปมั่วๆตามเมืองแวะดูตามจุดที่น่าสนใจที่มีอยู่โดยรอบของเมืองนี้ หาอะไรกิน แล้วก็กลับไปนอน
OK เริ่มเดินได้
จริงๆภาพนี้ก็ไม่ได้มีอะไรมากผมก็เดินชมนกชมไม้อะไรไปเรื่อยๆ ซึ่งจริงๆนกกับไม้ก็ไม่มีหรอก
แต่ที่ผมสังเกตได้หลักๆก็จะมี
ศาลเจ้าจีนเล็กใหญ่ต่างกันไปแล้วแต่ปัจจัยของแต่ละแซ่
มัสยิดตามจุดต่างๆสำหรับชาวมุสลิม
และวัดแขกสไตล์ภารตะ
ทั้งหมดนี้กระจายอยู่ทั่วเกาะปีนัง ซึ่งช่วงระหว่างวันถ้าสังเกตดีๆก็จะได้ยินเสียงอาซานจากทางมัสยิดผสมกับเสียงระฆังของทางมหาภารตะซึ่งเรียกว่าทั้งหมดนี้อยู่ติดกันก็ว่าได้ ผสมเข้ากันเป็นอย่างดี เป็นการแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของวัฒนธรรมที่นิยมอยู่บนเกาะแห่งนี้ได้อย่างดีเลยครับ
ผมได้ใช้อาศัยความหน้า JEK ของตัวเอง เพื่อทำการเดินอย่างเรียบเนียนเข้าไปเยี่ยมชมศาลเจ้าจีนต่างๆ ทำเป็นยืนดูแผนศิลาเหมือนอ่านภาษาจีนออกอย่างนั้น เท่าที่ดูจากภาพ laser engrave บนกำแพงศาลเจ้า ก็จะเห็นได้ว่าถูกสร้างขึ้นมาจากตระกูลใหญ่ต่างๆ ซึ่งภาพหลักๆที่เห็นก็จะเป็น Collection อัลบั้มฮวงซุ้ยที่ตระกูลมีทั้งหมด อารมณ์ประมาณนั้น ซึ่งจะมีสลักหรือไม่มีก็จะอยู่ที่แต่ละจุดว่าน่าจะอยาก PR ตระกูลตัวเองขนาดไหน ซึ่งรูปเคารพหลักๆของศาลเจ้าเหล่านี้ก็จะเป็นเทพจีนต่างๆเช่น กวนอู โพธิสัตว์กวนอิมอารมณ์ประมาณนั้น
มีที่ที่เน้นที่ผมค่อนข้างประทับใจและอยากจะบันทึกไว้ คือที่นี่เป็นศาลเจ้าจีนที่มีความกว้างไม่มากนักแทรกตัวอยู่ในช่วงตึกแถวความกว้างทั้งหมดน่าจะไม่เกิน 2 คูหาได้ ศาลเจ้านี้เป็นศาลเจ้ากวนอู แบ่งเป็น 3 ส่วนหลักๆ มีศิลปะที่ค่อนข้างสวยงามและดูค่อนข้างเก่า
เดินเข้าไปประกอบด้วยส่วนแรกเป็นห้องสำหรับบูชาอะไรสักอย่างผมจำไม่ได้ แต่ถ้าเดินเข้าไปผ่านช่องประตูเล็กๆที่มีอยู่ทั้งซ้ายและขวาหลังจากนั้นจะเห็นเป็นลานว่างมีรูปวาดต่างๆ น่าจะเป็นยุคเดียวกับที่ฮวงซุ้ยของครอบครัวชาวจีนโพ้นทะเลที่ไทยได้ถูกสร้างขึ้นเพราะเรียกได้ว่ามี Art Style แบบเดียวกันเลย
ส่วนนี้ผมบอกไม่ถูกเหมือนกันแต่มันดูน่าสนใจแปลกๆสำหรับผมและด้านหลังสุดก็จะเป็นกวนอูพร้อม prop ง้าวต่างๆ
จริงๆแล้วที่ผมดูให้ความสนใจกับที่นี่คือผมเจออากงคนนึงที่ดูแล้วน่าจะเป็นคนดูแลที่นี่ประจำซึ่งเดินไปเดินมาอยู่ตั้งแต่แรกแล้ว มีความรู้สึกคุ้นเคยแปลกๆเหมือนกับอยู่กับก๋งตัวเองอะไรประมาณนั้น ก็เลยลองทักทายเล็กๆน้อยๆด้วยภาษาจีนที่พอจะจำได้บ้างจัดตอนเรียนที่ไม่ค่อยจะตั้งใจเท่าไหร่ จริงๆผมก็ฟังกันไม่รู้เรื่องหรอกใช้ภาษากายกันมากกว่าฮ่าๆๆ พร้อมเดินดูรอบๆต่อ จริงๆกะว่าจะอยู่ไม่นานเท่าไหร่แต่ระหว่างเดินดูอยู่ฝนก็เทลงมาถ้าอย่างนั้น ก็ด้วยความที่เป็นภูมิประเทศแบบเกาะแหละ
ก็คงจะต้องติดอยู่ที่นี่สักพัก กงแกก็ชวนให้หลบฝนอยู่ที่นี่ก่อนแล้วค่อยไป ก็เลยได้รูปถ่ายจากที่นี่ค่อนข้างหลายมุมหน่อย
พอผ่านไปสักพักฝนก็เริ่มจะซา
ผมก็ได้คุยกับกงเล็กน้อย ก่อนไป ผมก็แนะนำตัวไปประมาณว่าเป็นหลานก๋งคนแต้จิ๋วเหมือนกันแกก็ดูเหมือนจะเข้าใจแหละ ก็เลยแนะนำตัวกันกงชื่อหวังถ้าจำไม่ผิดน่าจะแปลว่าราชาอะไรประมาณนั้น บอกว่าอยากลองไปเที่ยวพัทยาเหมือนกันฮ่าๆๆ
ฝนหยุดแล้วก็ได้เวลาไจ้เจี่ยน นะอากงพร้อม hi5 กันหนึ่งทีก่อนจากลา เหมือนกับเป็นหลานกันมานานแล้ว พร้อมเดินต่อ ถือว่าเป็นความทรงจำดีๆกับคนต่างเมืองที่มีเวลาร่วมกันสั้นๆ
จุดหมายถัดไปที่ผมพอจะเล็งเอาไว้ก็คือจะเป็นทางชายฝั่งซึ่งตอนนั้นก็อาจจะได้เห็นเรือสำราญที่น่าจะใหญ่ที่สุดในโลกได้มาเทียบท่าอยู่ที่นี่ ถ้าเดินไปถูกมุมนะ
จริงๆก็เดินมาอีกไม่ไกลมากก็ออกมาทางชายฝั่งแล้วแล้วก็ได้เจอน่าจะเป็นสวนสาธารณะกว้างๆอารมณ์คล้ายๆแหลมแท่นชลบุรีที่มีสวนหย่อมด้วยพร้อมเห็นตัวเรือสำราญอยู่ไกลลิบๆเป็นฉากหลังของทิวทัศน์ในช่วงบ่ายก็จะมีผู้คนมาเดินเล่นกันทั้งคนพื้นที่และนักท่องเที่ยว
ตรงนี้ไม่มีอะไรมากเท่าไหร่ผมก็เลยเดินไปซื้อน้ำกินสักหน่อย
เป็นร้านรถเข็นประกอบไปด้วยน้ำอร่อยหน้าตา Local ที่อยู่ในโอ่งแก้ว 3 ใบ อารมณ์ประมาณน้ำจรวด ผมถามคนขายว่าอันไหนขายดีสุดเอาอันนั้นอันนึง แกก็ดูงงๆนะไม่รู้ว่างงอะไรแต่ก็ได้น้ำมะนาวมา 1 แก้วรสชาติเหมือนน้ำมะนาวโซดากับบ๊วยก็อร่อยดี
เดินต่อ
จุดหมายต่อไปตอนนี้ก็คือใกล้ในเวลาหาของกินเย็นนี้แล้วก็เลยเริ่มเดินวนกลับเข้าตัวเมืองหลังจากเดินเลียบชายฝั่งมาได้สักพักพร้อมเห็นอะไรทั่วๆไปมามากพอแล้ว
จริงๆแล้วใกล้ๆนี้จะมีกราฟฟิตี้ที่เป็นไฮไลท์ของเมืองจอร์จทาวน์อยู่เดินไปดูละกัน
พอไปถึงแล้วก็ตามคาดมีแต่คนผมก็ได้แต่ยืนไกลๆแล้วก็เซลฟี่ให้ได้รู้ว่ามาแล้วก็เดินไปถ่ายรูปกับอันที่ชัดกว่าที่เป็นของ Copy ที่อยู่ใกล้ๆอีกอันแบบไม่มีคนฮ่าๆๆ
จริงๆแล้วที่ผมเดินผ่านๆมาตั้งแต่ตอนเที่ยงวันก็ได้เห็นร้านอาหารค่อนข้างเยอะแล้วหลากหลายแนวแต่ส่วนมากที่โดดเด่นสำหรับผมที่สุดคือแนวอินตาลาเดียจ๋าๆเพราะว่าที่นี่ก็จะมีซอยที่เป็นที่อยู่ของชาวอินเดียล้วนๆอยู่ วันนี้ต้องโดน
ระหว่างทางเดินกลับผมเดินเข้าไปในโรงอาหารอินเดียแห่งหนึ่ง มีพี่ชายชาวอินเดียแท้ๆอยู่ 2-3 คนในร้านให้จินตนาการเป็นร้านข้าวแกงบ้านเรา
มีตู้สแตนเลสวางกับข้าวเป็นถาดๆที่ไม่สามารถเดาได้ว่าคืออะไรเป็นเนื้อตัวอะไรหรือรสชาติเป็นยังไง
พร้อมกับน้ำแกงหลากชนิดหลากสีจนนับไม่ถ้วน
ผมก็ลองเดินไปคุยกับอาบังคนขายเพื่อทวนทราบว่าอันไหนที่ผมพอจะกินได้บ้าง
สรุปแล้วก็จิ้มมา 2 อย่าง
อย่างแรกคือ … ขอเรียกว่าผัดผักดอกกะหล่ำอินเดียแล้วกันอารมณ์คล้ายๆผัดผักแต่ดูจะหลากเครื่องแกงมากๆ
พร้อมไก่อะไรสักอย่าง ซึ่งตอนแรกผมคิดว่าเป็นส่วนสะโพกที่มีเนื้อค่อนข้างเยอะ ที่ต้มกับเครื่องแกงอะไรสักอย่างเป็นจำนวนมาก
พอชี้ 2 อย่างนี้เสร็จพี่บังแกก็จัดลงมาบนข้าวสวยพร้อมทั้งราดน้ำแกงหลากชนิดหลากสีสันด้วยลีลาแบบอินเดียสุดๆ
ตบท้ายด้วยก้อนน้ำจิ้มอะไรสักอย่างอารมณ์คล้ายๆน้ำพริกบ้านเราแต่ไม่เผ็ด
ผมก็ยืนรับจานนี้มาด้วยความตกตะลึงแต่ก็ไม่ลืมที่จะถามชื่อเมนูนี้
(แต่จริงๆก็ลืมแล้วแหละภาษามันอินเดียจ๋าเกินไป เด็กกรุงเทพฯจำไม่ได้)
พี่บังอันนี้เรียกว่าอะไร
อ๋ออันนี้เรียกว่า sdkdsnklsaaafs;dldals
ฮะ อะไรนะ
เรียกว่า nfliggrisgori;sfg;ol
พูดพลางพร้อมโยกหัวเล็กน้อยในลักษณะซิกเนเจอร์อินเดียแท้
ผมก็ได้แต่อ๋อพูดตามแล้วก็ไม่ค่อยจะถูกเท่าไหร่ฮ่าๆๆๆ
เดินมานั่งที่โต๊ะสแตนเลสงงๆพร้อมบอกพี่บังอีกคนขอน้ำเปล่าขวดครับ
จริงๆรสชาติอาหารถ้าเป็นคนที่กินยากๆมาบรรยายอาจจะทำให้มื้อนี้เป็นที่จดจำ และบทความอาจจะสนุกกว่านี้แต่ด้วยความที่ treshlold การลิ้มรสอาหารของผม มันมีเทียบเท่ากับเบอร์พัดลม ก็เลยจะไม่ได้อธิบายอะไรมากเท่าไหร่แล้วกัน
ตัวเข้าก็จริงๆเป็นอารมณ์ข้าวแกงเลยแต่มีเครื่องแกงเป็นอินเดียเท่านั้นเองจากสะโพกไก่ตอนแรกรู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นโครงไก่ตอนที่ได้นั่งกินอยู่ แต่ก็ยอมรับได้เพราะว่าเนื้อก็เยอะอยู่แหละฮ่าๆๆ
กินอิ่มก็กลับที่พักได้จ้า
ดูเหมือนว่าคืนนี้จะผ่านไม่ได้ด้วยดีแต่ก็มีเรื่องให้ตื่นเต้นก็คือไม่ได้ลอง Adapter ปลั๊กไฟที่ได้รับมาจากน้องสาวหลังจากกลับมาจากต่างประเทศมาก่อนซึ่งสภาพตอนนี้ช่องปลั๊กมันเรียกว่าหมดสิ้นสภาพแรงยึดเกาะกับการเสียบปลั๊กทุกประเภทไปซะแล้วและที่ชั่วร้ายกว่านั้นก็คือเต้ารับของที่พักอยู่สูงไม่มีปลั๊กต่อไม่ชาร์จก็ไม่ได้
จะทำยังไงกับที่ชาร์จที่ไม่สามารถ Anti Gravity ได้ดีและเนี่ย
ตอนนี้แหละที่ผมนึกได้ว่าเตรียมชุดปฐมพยาบาลมาแต่ตอนนี้ก็คงไม่ได้ใช้กับคน
พลาสเตอร์ยาที่มีเพียง 2 อัน 1 อันตอนนี้คงต้องมาเหนี่ยวรั้งอะแดปเตอร์ปลั๊กไฟไว้กับ Adapter ชาร์จโทรศัพท์ซะแล้ว
โชคดีว่าแรงยึดเกาะของกาวพลาสเตอร์ยายี่ห้อนี้ค่อนข้างดีก็เลยถือว่ารอดตัวไปจ้า
ตอนนี้ค่อนข้างยาวแล้วที่จริงว่าจะเขียนปีนังให้จบใน EP เดียวเลยดูแล้วน่าจะยาวเกินขอย่อยละกันนะ