เมอร์ไลอ้อนแล้วกัน : การเดินทางภาคพื้นดินของคนขวางโลก Ch.3
บทที่ 2: Long March ปีนัง
ภารกิจวันนี้คือการไปเที่ยววัดเขาเต่าแห่งเกาะปีนัง
ที่จริงตอนแรกก็คิดว่ามาที่นี่จะเช่ารถมอเตอร์ไซค์นี่แหละ
เพราะว่ามันใช้ใบขับขี่ร่วมกันได้ทั่วอาเซียนแล้วนะ
แต่ว่าเพื่อความปลอดภัย... อย่าดีกว่านะคาวบอย
.
เช้านี้ก็เริ่มด้วยการนั่งรถเมล์ในต่างแดนครั้งแรก
ทั้งที่ในบ้านตัวเองก็ไม่ค่อยจะได้นั่งหรอก ฮ่า ๆ ๆ
ผมไม่รู้หรอกว่ารถเมล์ในกรุงเทพฯ มีชื่อเสียงด้านการขับรวดเร็วขนาดไหน
แต่พอได้มานั่งที่นี่ก็คิดว่าไม่น่าจะปกติเท่าไหร่
เพราะว่าผมก็ไม่เคยเห็นรถเมล์คันไหนขับจี้จักรยานมาก่อนนอกจากที่นี่
พร้อมทั้งการเข้าโค้งเหมือนรถไม่มีเบรก
แต่ยังไงก็ตาม...
ผู้โดยสารทุกคนบนรถก็ดูจะคุ้นชินกับลีลาการขับขี่แบบนี้กันไปซะแล้ว
.
พอถึงที่หมายอย่างปลอดภัยและรวดเร็ว
ภารกิจแรกก็คือการตามหาของกินขึ้นชื่อ
แต่ชื่ออะไรนั้นผมจำไม่ได้แล้ว เพราะว่าผ่านมานานแล้วล่ะ
มันอารมณ์ประมาณผัดไทย ชื่อขึ้นต้นด้วยบะหมี่อะไรสักอย่าง
แต่พอกินไปแล้วก็คล้าย ๆ ผัดไทยแหละ
ด้วยความที่บริเวณนี้เป็นตลาด
ให้อารมณ์คล้าย ๆ กับตลาดหนองมนที่ชลบุรี
ที่จะเป็นตลาดอาหารทะเลและอาหารแห้งเป็นส่วนใหญ่
พร้อมขายของกินด้วยเป็นบางจุด
.
ผมเดินเข้าไปในเมืองของกินแห่งหนึ่งก็ตามคาด
เจอเมนูขึ้นชื่อของที่นี่
พร้อมทั้งสั่งน้ำอะไรสักอย่างที่ดูจะเป็นน้ำแบบ Local
เป็นสมุนไพรจีนมาลองดู 1 แก้ว
หน้าตาก็จะประมาณในรูปนี้ คล้าย ๆ ผัดไทยกับน้ำลำไยเลย
พอกินเข้าไป ความรู้สึกแรกก็คือผัดซีอิ๊วนั่นเอง
ตามด้วยน้ำสมุนไพรที่สุดท้ายแล้วรสชาติเหมือนจับเลี้ยง
เติมพลังเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ลำดับถัดไปก็ขอเชิญเดินขึ้นวัดเขาเต่ากันได้เลย
โดยวัดแห่งนี้จะเป็นวัดสไตล์มหายาน
ซึ่งตั้งอยู่บนเขาที่อยู่บริเวณหลังโซนตลาดแห่งนี้
แต่ที่ขึ้นชื่อเลยก็คือเต่า
ก็คือวัดแห่งนี้มีเต่าเยอะจัดนั่นแหละ
.
วัดแห่งนี้มีอายุมากกว่า 130 ปีโดยประมาณ
แต่พอเข้าไปก็ไม่ดูเก่าเท่าไหร่
อารมณ์ประมาณวัดภูเขาทองที่จะมีการรีโนเวททำนู่นทำนี่ใหม่ไปเรื่อย ๆ ตลอด
ก็เลยจะดูใหม่หรือเปล่า?
บริเวณวัดค่อนข้างสงบ ถ้าจำไม่ผิดคงเป็นเพราะเป็นวันธรรมดา
การเดินภายในวัดก็เริ่มต้นขึ้นจากโซนบ่อเต่าด้านหน้า
โดยจะเดินตามรูทที่วัดเขาทำเอาไว้แล้ว เป็นชั้นต่าง ๆ ขึ้นไปเรื่อย ๆ
เป้าหมายของเราคือ จะไปชมพระโพธิสัตว์กวนอิมองค์ยักษ์
ที่เห็นตั้งแต่อยู่ข้างล่างแล้วมองขึ้นมา ซึ่งน่าจะเป็นไฮไลท์ที่ควรจะไปดู
ดูจากบ่อเต่าแล้ว...
บวกกับความเชื่อของเด็กพระจอม
.
เป็นห้องกว้างพร้อมลานเอาไว้เคารพบูชาพระปางต่าง ๆ องค์ใหญ่
โดยมีองค์ประธานอยู่ 3 องค์หลัก ๆ
พร้อมกับเคาน์เตอร์ของซูเวเนียร์กับจุดบริจาคที่มีอยู่ทุกหัวมุม
ก็โอเค... เดินดูรอบ ๆ ต่อ
สิ่งที่ชอบตรงนี้ก็คือวิวที่มองออกไปทางด้านหลัง
โดยจะเห็นส่วนอื่น ๆ ของวัดที่เราจะได้เดินไปชมกันต่อ
พร้อมกับธรรมชาติโดยรอบ
ซึ่งวัดนี้ก็ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาที่มีต้นไม้สวยงาม
บวกกับเมื่อมองลงไปด้านล่าง ก็จะเห็นเป็นเมืองปีนังที่มองเห็นจากมุมบน
เป็นอะไรที่ดูประทับใจ... น่าจะประทับใจที่สุดแล้วที่ได้มาเที่ยวที่นี่
.
เพราะว่าส่วนใหญ่ที่ผมได้เดินไปชมหลังจากนี้
ไม่ค่อยมีอะไรนอกจากสิ่งปลูกสร้างตามความเชื่อของนิกายมหายาน
โดยมี Main Idea ว่าจะผลิตพระพุทธเจ้าออกมาแบบ Mass Production
ก็เลยจะเห็นได้ว่ามีพระพุทธรูปที่เป็นพระโพธิสัตว์อยู่ค่อนข้างมาก
จะให้ภาพอธิบายแทนนะครับหลังจากนี้
แต่ส่วนตัวที่งงที่สุดเลยก็คือ
หลังจากเดินไปสุดรูทเท่าที่ไปได้แล้ว
มันจะไปตันที่ห้องขายซูเวเนียร์ ซึ่งมีแต่วัยอากงอาม่ามาเดินเล่นกัน
ซึ่งดูจากคนที่มารวมกับคนที่ดูแลแล้ว... ผมน่าจะเด็กสุดแล้วล่ะ ฮ่า ๆ ๆ
.
แต่ที่งงคือ ผมเดินวนอยู่ประมาณ 2-3 รอบแล้ว
ทางไปต่อที่จะต้องขึ้นไปชมพระโพธิสัตว์องค์ใหญ่มันอยู่ตรงไหนล่ะ?
หลังจากเดินวนไปวนมาอีกสักพักก็เริ่มจะอ๋อ
ว่าเห็นมีโซนบันไดเลื่อนที่ดูเก่า ๆ ซึ่งน่าจะต้องจ่ายเงินเพื่อเลื่อนขึ้นสวรรค์
หรือว่าอีกทางหนึ่งคือ Fast Travel บริการรถกอล์ฟ
ซึ่งผมสังเกตได้จากกลุ่มผู้สูงวัยกลุ่มหนึ่งได้เรียกใช้บริการ
และรถก็ได้นำพาพวกเขาขึ้นไปทางถนนด้านบน
ผมก็สรุปได้ว่าการที่จะได้ขึ้นไปชมนั้นคือบริการเสริม Special DLC
โอเคครับ ไม่เป็นไร ไม่ไปก็ได้
.
จริงๆ แล้วผมอาจจะเข้าใจผิดก็ได้นะครับว่าต้องจ่ายเงินเพื่อขึ้น
ทั้ง ๆ ที่ผมอาจจะเดินตามทางที่รถกอล์ฟมันวิ่งไปได้
แต่ทางก็ดูจะไม่ค่อยเป็นมิตรสำหรับการเดินเท่าไหร่
เพราะว่าไม่มีทางที่ทำไว้สำหรับทางเท้าเลย
และบริเวณส่วนมากของวัดก็กำลังก่อสร้างอยู่ด้วย
ก็เลยเป็นกังวลเรื่องความปลอดภัยครับ
โอเค... ไม่ไปก็ได้ ลงดีกว่า
ทางลงก็เห็นได้ว่าด้านล่างมีรถทัวร์มาจอด
ซึ่งผมก็ได้สรุปกับตัวเองว่า...
ที่นี่เป็นที่สำหรับแพ็คเกจทัวร์ เพื่อให้คนวัยอากงอาม่ามาแสวงบุญกันในวัยเกษียณล่ะครับ
โอเค หลังจากนี้ผมจะต้องเดินทางกลับไปในโซนบริเวณที่เป็นที่พักของผม
ซึ่งผมจะเรียกว่าเป็นโซนใกล้ท่าเรือแล้วกันนะครับ
โดยจากที่ผมโดยสารรถเมล์มาเมื่อเช้า ก็เรียกว่าไกลใช้ได้เลย
ถ้าจำไม่ผิดก็จะขึ้นมาทางเหนือของเกาะ
ทางที่ดีที่สุดคือ รอรถเมล์กลับ
ซึ่งป้ายรถเมล์นั้นจำกัด... โอเค งั้นผมจะต้องไปที่ป้ายที่มีอยู่อันเดียวในแผนที่ก่อน
ผมจำได้ว่าผมรออยู่ค่อนข้างนานมาก โดยที่แถวนั้นไม่ค่อยจะมีคนอาศัยอยู่เลย
เท่าสักพักก็มีรถเมล์ผ่านมา... แล้วก็ผ่านไป
อ้าว! ทำไมถึงไม่จอด?
เป็นอย่างนี้อยู่... ผมคิดว่าเกือบชั่วโมงได้นะ
ก็เลยตัดสินใจ... ใช้ขาก็ได้วะ!
.
ผมจำได้ว่าเดินไประยะทางประมาณครึ่งนึงของที่จะต้องเดินทางกลับไปโซนใกล้ท่าเรือ
เพื่อรอรถเมล์อีก 1 รอบ
ทั้งนี้ผมตั้งเป้าว่ารถเมล์ที่จะผ่านมาจะไปลงที่ห้างแห่งหนึ่งพอดี
เพื่อดับร้อนสักหน่อย เพราะว่าเดินปิ้งแดดมานานแล้ว
ในที่สุดรถเมล์ก็จอด... ขอบคุณพระโพธิสัตว์ที่มาโปรด
รถเมล์ก็ได้นำพาผมไปที่จุดหมายที่ผมต้องการสักที
.
แล้วเราก็ได้มาอยู่ที่ห้างแห่งหนึ่งของปีนัง
อารมณ์ห้างนี้จะคล้าย ๆ ซีคอนบางแคที่เล็กกว่า และคนน้อยกว่ามาก
(เพิ่งนึกได้ แอบคล้าย คอสโม บาซาร์)
ห้างดูค่อนข้างโล่งนะครับ แต่แอร์เย็นใช้ได้ ค่อยคลายร้อนได้หน่อย ฮ่า ๆ ๆ
อีกอย่างนึงที่ผมค่อนข้างสงสัยตั้งแต่มาถึงที่มาเลเซียแล้วก็คือ
สายฉีดในห้องน้ำที่นี่เขาไม่ใส่หัวฉีดกันเหรอครับ?
มีแต่สายกับก๊อกที่ติดกับกำแพงไม่มีหัว
ตอนแรกผมเห็นที่โรงแรมคิดว่าอาจจะเสีย
แต่พอมาในห้างที่ดูมีระดับก็ไม่มีเหมือนกัน
ผมก็งง ๆ อยู่แหละครับ ฮ่า ๆ ๆ ไม่เป็นไร ใช้ได้เหมือนกัน
.
สิ่งที่ผมตั้งใจจะมาดูในห้างก็คือ Supermarket
เพราะว่าเวลาไปต่างที่ มักจะมีของแปลก ๆ ให้เราได้เห็นกันครับ
แล้วก็ถือโอกาสว่า จะได้ซื้อของที่ไม่เคยเห็นไปเป็นของฝากด้วย
จริงๆ โดย 80% ก็จะอารมณ์เหมือน Tops Supermarket บ้านเราแหละครับ
แต่ก็จะมีบางส่วนที่เป็นโลโก้แบรนด์ที่ผมอาจจะไม่เคยเห็นมาก่อน
แต่ที่ผมเห็นส่วนมากคือ ที่นี่จะมีชาที่ขายกันอยู่ค่อนข้างเยอะ
คือชายี่ห้อ BOH อ่านว่าอะไรผมไม่แน่ใจ แต่ก็ซื้อกลับมา 4-5 กล่องไปเป็นของฝาก
ถ้าฝากไม่หมดก็กินเองด้วย
พร้อมกับซองเครื่องปรุงเมนูต่าง ๆ อะไรสักอย่างที่เขียนว่ากุรหม่ากับแกงปลาอะไรสักอย่าง
เห็นดูแปลก ๆ ดีก็เลยซื้อไปด้วยแล้วกัน
พักคลายร้อนเดินเล่นสักพัก ก็คิดว่าตอนนี้อยู่ค่อนข้างใกล้กับโซนท่าเรือ
ซึ่งมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่เป็นที่ขึ้นชื่อของที่นี่
ก็เลยคิดว่าจะเดินไปเดินเล่นสักหน่อย อยู่ไม่ไกลมาก ไหน ๆ ก็มาแล้ว
เดินมาได้อีกหน่อยก็ถึงแล้ว
หมู่บ้านนี้มีความพิเศษก็คือไม่ได้สร้างบนบก
แต่การที่หมู่บ้านนี้ตั้งขึ้นก็คือจะทอดยาวออกไปในทะเล
โดยการสร้างก็จะสร้างต่อกันและยื่นออกไปเรื่อย ๆ ในทะเล
เท่าที่ผมจำได้ก็คือ เป็นหมู่บ้านที่เป็นชุมชนสำหรับการทำประมงเมื่อก่อน
อาจจะสะดวกสำหรับการขึ้นลงเรือหรือเปล่าไม่แน่ใจ
.
ที่ผมสังเกตได้จากการที่เขาทำการวางรากฐานของที่นี่คือ
การปักไม้หรือเสาอะไรสักอย่างลงไปในน้ำก่อน
แล้วตามด้วยถังสีที่ใส่ปูนแล้วซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ขึ้นมา
เพื่อทำเสาที่มีความแข็งแรงขึ้นมาจากน้ำทะเล
ซึ่งดูจะเป็นวิธีที่นิยมใช้กันในการสร้างหมู่บ้านนี้
ผมสังเกตคือ บรรยากาศต่าง ๆ ของที่นี่ไม่ต่างจากตลาดน้ำที่เป็นชุมชนในประเทศไทยเท่าไหร่เลย
แค่อยู่ในทะเล ของขายก็คล้าย ๆ กัน
พอมองไปในบ้านก็แทบจะไม่ต่างกันเลย
เพิ่มเติมคือความจีนเข้าไปในวัฒนธรรมการใช้ชีวิตนิดหน่อย
ก็สุดโซนที่เป็นที่พักอาศัยแล้ว
แต่ทางเดินนั้นยังทอดยาวออกไปต่อ ซึ่งเป็นสะพานไม้
ที่ผมคิดว่าอาจจะทำรองรับไว้สร้างบ้านหลังถัดไปเรื่อย ๆ
แต่เกือบทั้งปลายสุดของทางเดิน ก็จะเหมือนมีอาคารสีแดง
ซึ่งภายในคิดว่าเป็นศาลเจ้า พร้อมลานสำหรับการทำกิจกรรมต่าง ๆ ของคนในหมู่บ้านนี้แหละครับ
ไม่มีอะไรแล้ว กลับดีกว่า
พอออกมาก็แวะกินข้าวปากซอยหน้าหมู่บ้านนี้
โอเค พอหลังจากนี้ผมก็เดินเล่นไปเรื่อย ๆ แล้วล่ะ
ไม่มีแพลนอะไรต่อแล้ว แค่รอกินข้าวเย็น
แล้วอีกทีนึงก็คือ ไปที่ออสซี่ผับตอนมืดเลย
ระหว่างนี้ก็เดินถ่ายรูปเล่น พร้อมกับไปนอนเล่นที่ห้องสักแป๊บล่ะกัน
เดินมาค่อนเกาะแล้ว เหนื่อย
ขอเบียวมอไซหน่อย
.
Time Skip...
อาบน้ำนอนเล่นที่ห้องสักหน่อย ผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากวิตามินดี
แล้วค่อยไปหาอะไรกินตอนเย็นจ้า
.
พอแดดร่มลมตกแล้ว ผมก็ได้เล็งซอยที่เป็นแหล่งสตรีทฟู้ดของที่นี่
เดินไปไม่ไกลก็ถึงแล้ว บรรยากาศคล้าย ๆ กับ Walking Street ที่ภูเก็ต
สไตล์บ้านเมืองกับของกินก็ไม่ต่างกันมากเท่าไหร่ แต่ผมคิดว่าที่ภูเก็ตน่าจะใหญ่กว่าเยอะ
สัญชาตญาณนักเดินทางก็บอกได้ว่า ที่นี่ทำมาเพื่อนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะเลยครับ
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ หาอะไรกินที่นี่แหละ
ผมก็กินอะไรสักอย่างจำไม่ได้แล้ว คล้าย ๆ ก๋วยจั๊บมั้ง รสชาติก็เป็นประมาณนั้นเลยแหละครับ
กินเสร็จก็รีบออกมา เพราะดูทุกคนก็แย่งกันกินแย่งกันนั่ง
.
แต่ที่ผมสังเกตได้และแปลกตาที่สุดแล้วไม่เคยเห็นที่ไทยก็คือ "รถเข็นหม่าล่าทัง"
ซึ่งตอนเขียนบทความนี้ก็คือปี 2026
เป็นปีที่ในกรุงเทพฯ มีร้านสไตล์นี้แพร่หลายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
แต่ ณ ตอนนั้น ผมเองยังไม่เคยเห็นเลย เพิ่งเคยเห็นที่นี่เป็นแบบรถเข็นเป็นครั้งแรก
ซึ่งจริงๆ แล้วหลังจากนี้ผมก็จะเจออีกครั้งหนึ่งที่สิงคโปร์นั่นเอง
แต่อันนี้เป็นแบบรถเข็น Local
โดยทุกคนนั้นเข้าคิวเพื่อไปหยิบของที่ต้องการใส่ในกระบะ
เดินไปหาเจ๊เจ้าของให้ต้มหรือปรุงให้หน่อย พร้อมจ่ายตังค์
แล้วก็เดินออกมากิน ทำซ้ำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะอิ่ม
น่าจะประมาณนั้นเท่าที่ผมจำได้ ก็ดูเป็นอะไรที่แปลกตาดีนะครับ น่าสนใจ
โอเค พอหลังจากนี้แผนของผมก็ไม่มีอะไรแล้ว
นอกจากไปนั่งเล่นที่บาร์แห่งหนึ่งที่เป็น Signature ของที่นี่
ทำมาเป็นไปต่างประเทศแล้วจะไปนั่งเล่นที่บาร์
ทั้ง ๆ ที่เรียนมหาลัยมาจวนจะจบอยู่แล้ว ยังเข้าร้านเหล้านับนิ้วมือข้างเดียวได้เลย ฮ่า ๆ ๆ ๆ
โดยบาร์ที่ผมจะไปนี้ผมไม่รู้จักชื่อ แต่มีฉายาว่า "ออสซี่บาร์" (Antlers Bar)
โดยมีประวัติมาค่อนข้างยาวนาน ว่าเป็นบาร์ที่เจ้าของเป็นสัญชาติฮ่องกงมาเปิดที่ปีนัง
แล้วชื่อออสซี่บาร์นี้ก็มาจากที่ว่า ทหารจากออสเตรเลียที่ได้มาฝึกที่นี่หลายรุ่น
ก็มักจะมาสังสรรค์กันที่บาร์แห่งนี้เป็นประจำ
และส่งต่อบอกกันมาเป็นรุ่นสู่รุ่นมาอย่างยาวนาน
.
เมื่อผมไปถึงที่ร้านแล้วก็หายสงสัยเลย ว่าเป็นร้านที่ทหารมากันจริงๆ
นี่มันยิ่งกว่าร้านขายของหลังกระทรวงซะอีก!
กำแพงของร้านตั้งแต่หน้าประตูเต็มไปด้วยโล่เกียรติบัตรจากภารกิจต่าง ๆ ทางทหาร
ตราของหน่วยงานต่าง ๆ รูปถ่ายและหนังสือพิมพ์เก่า
ธงชาติของกองกำลังต่างๆ เต็มผนังทั้ง 2 ฝั่งห้องตึกแถวยาวจนไปถึงหลังร้าน
โอเคครับ... น่าจะมากันที่นี่บ่อยจริงๆ แหละ
ถ้าบอกว่าเจ้าของร้านมี M16 อยู่ใต้เคาน์เตอร์ผมก็เชื่อแหละ ฮ่า ๆ ๆ
.
พอเข้าไป คนที่ดูแลที่นี่ก็เป็นอาอี้อาป้าคนหนึ่งที่ดูเก๋าเกมใช้ได้
ด้วยความที่ผมไม่ชำนาญในการเข้าร้านเหล้ามาก ก็อ้ำอึ้ง... แล้วก็ได้เบียร์มาขวดนึงครับ ฮ่า ๆ
ระหว่างทักทายกับเจ้าของร้าน ก็มีนักเดินทางคู่หนึ่ง
ดูเข้าบาร์มาหาเครื่องดื่มสำหรับช่วงเย็น ก็เลยได้ทักทายกัน
ได้ความว่าทั้งคู่เคยเป็นอาจารย์สอนภาษากันมาก่อน
เท่าที่ผมจำข้อความที่คุยกันได้ก็คือสอนอยู่แถบเอเชียนี่แหละ ก็เลยได้มาเที่ยวต่อ
ผมก็เพิ่งรู้นะว่าบาร์เขาไม่ได้นั่งกันนาน
คุยกันได้แป๊บนึง กินเบียร์กันคนละขวดเล็ก เสวนากับคนในนั้นสักหน่อย... ก็ออกไปแล้ว
โอเค เขาเข้ากันแบบนี้เหรอ ผมก็เพิ่งรู้ ฮ่า ๆ ๆ
หลังจากนั้นผมก็ได้นั่งคุยกับเจ้าของร้านต่ออีกสักพัก เหมือนป้าคุยกับหลาน
พร้อมกับนั่งเล่น Puzzle ที่ป้าแกเอามาให้ลองเล่นนิดหน่อย ก็เพลิดเพลินดีครับ
หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรมาก ก็เลยได้ร่ำลาจากเจ้าของร้านมาครับ
จบวันไปได้ด้วยดี
Next time with your girlfriend ล่ะ?
I hope so นะ aunty lol
จบการเดินทางเต็มวันในปีนัง พร้อมเดินทางออกจากปีนังพรุ่งนี้สู่ KL
Extra: การเดินทางออกจากปีนัง
ในตอนเช้าวันถัดมา หลังจากที่คืนกุญแจกับทางห้องพักแบบที่ไม่เคยเห็นหน้ากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ผมเริ่มต้นจากการรองท้องด้วยอาหาร Local Style มุสลิมของที่นี่ครับ
ค่อนข้างคล้ายกับอาหารอินเดียที่เป็นนานกับแกงเลยนะผมว่า แล้วก็คุ้มราคา
เป็นแป้งโรตีพร้อมกับสะโพกไก่ติดน่องชิ้นใหญ่ รสชาติดีเลยครับ
หลังจากนั้นผมก็ได้เดินต่อไปที่ท่าเรือที่มาลงที่นี่
พร้อมกับตั๋วที่เป็นตั๋ว 2 เที่ยวตั้งแต่มาที่นี่เมื่อวานซืน
ใช้สำหรับเดินทางกลับไปที่ฟากแผ่นดินใหญ่
ที่ซึ่งผมได้ทำการจองตั๋วรถบัสสำหรับ Butterworth - KL Sentral เอาไว้แล้วล่วงหน้า
ราคาประมาณ 30 ริงกิต ซึ่งเท่าที่ผมดูแล้วน่าจะเป็นเกรดประหยัดที่สุดในการเดินทาง
ซึ่งคู่ควรกับผมดี ผมรับได้ถ้าประหยัดได้
.
คุณภาพของรถบัสที่ผมสังเกตและรู้สึกได้คือ
โช๊คหลังของรถบัสน่าจะมีแต่สปริงที่ยังใช้ได้อยู่ ส่วนน้ำมันโช๊คน่าจะออกไปหมดแล้ว
นั่งเด้งดึ๋งตลอดทาง
แต่อีกอย่างนึงที่สังเกตได้ตั้งแต่ขึ้นรถเลยก็คือ... ทำไมรถมันเอียงขวาล่ะ?
ผมคงคิดไปเองมั้ง ไม่เป็นไร มันก็นั่งได้เหมือนกันแหละ ฮ่า ๆ ๆ
โอเคครับ สำหรับพาร์ทนี้ผมก็จะจบไว้ประมาณนี้ก่อนละกัน
ค่อยไปเริ่มบท KL ใน Part ต่อไป
ทิ้งท้ายด้วยความประทับใจระหว่างทาง...
ถนนของทางมาเลเซียทำได้ดีมากครับ ถือว่าถ้าขับเองน่าจะ Enjoy กับการขับขี่มาก
พร้อมทั้งที่ผมสังเกตได้มาสักพักแล้วว่า คนงานของประเทศนี้แต่งตัวเซฟตี้กันดีมากครับ
คนงานตัดหญ้าใส่แแว่นตาเรียบร้อย ใส่หมวก พร้อมเสื้อสะท้อนแสงเห็นชัดเจน
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ถือว่าเป็นมาตรฐานเดียวกันได้ดีมากครับ
ต้องขอชื่นชมเลย... ถ้าเทียบกับมาตรฐานกรุงเทพฯ